coverอันดับนักแข่งเทรดมือ
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

"โยนหัวก้อยเทรด" มีโอกาสชนะกี่เปอร์เซ็นต์? ความจริงที่นักเทรดมือใหม่ต้องรู้

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
James Albert
(@james-albert)
สมาชิก
โพสครบ 20 กะทู้
โพสกะทู้ครบ 300
โพสกะทู้ครบ 1000
ผู้มีส่วนร่วมสูงสุด
Rank E
เข้าร่วม: 1 ปี ที่ผ่านมา
กระทู้: 521
หัวข้อเริ่มต้น  

เคยสงสัยไหมครับ? ถ้าเราไม่ดูกราฟ ไม่ดูข่าว ไม่ใช้อินดิเคเตอร์เลย แต่ใช้วิธี "โยนเหรียญ" ตัดสินใจแทน...

  • ออกหัว = กด Buy

  • ออกก้อย = กด Sell

ในทางคณิตศาสตร์ เรามักคิดว่าโอกาสมันน่าจะอยู่ที่ 50/50 ใช่ไหมครับ? แต่ในโลกของการเทรดจริง (Real World Trading) คำตอบคือ "คุณมีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ" เสมอ!

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? มาดูเหตุผลกันครับ

1. กับดักทางทฤษฎี (50%) vs. ความจริงของตลาด

ถ้าเราโยนเหรียญในห้องว่างๆ โอกาสที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อยคือ 50% เท่ากันเป๊ะ แต่ในตลาด Forex หรือ CFD เราไม่ได้เทรดในห้องว่างๆ แต่เราเทรดบน "กติกาที่มีต้นทุน" ครับ

2. ศัตรูตัวร้ายที่ชื่อว่า "Spread" (สเปรด)

ทันทีที่คุณกดออเดอร์ ไม่ว่าจะ Buy หรือ Sell คุณจะสังเกตเห็นว่า "พอร์ตของคุณจะติดลบทันที" (ตัวเลขสีแดง) นี่คือค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่เรียกว่า Spread หรือส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย

สิ่งนี้ส่งผลต่อโอกาสชนะของคุณโดยตรง:

  • ถ้าคุณ Buy: กราฟต้องวิ่งขึ้นชนะค่า Spread ก่อน คุณถึงจะเริ่มเท่าทุน (Breakeven) และต้องวิ่งต่ออีกถึงจะเป็นกำไร

  • ถ้าคุณ Sell: กราฟต้องวิ่งลงชนะค่า Spread ก่อนเช่นกัน

เปรียบเทียบง่ายๆ: เหมือนคุณแข่งวิ่ง 100 เมตรกับตลาด แต่กรรมการบอกให้คุณ "ถอยไปตั้งต้นหลังเส้นสตาร์ท 5 เมตร" แปลว่าคุณต้องวิ่งไกลกว่าตลาดเสมอเพื่อให้เข้าเส้นชัย (Take Profit) เท่ากัน นั่นทำให้โอกาสชนะของคุณลดลงจาก 50% เหลือเพียงประมาณ 45-48% เท่านั้น

3. ต้นทุนแฝงอื่นๆ (Commission & Swap)

นอกจาก Spread แล้ว ยังมีต้นทุนอื่นที่คอยกัดกินเงินทุนของคุณทีละนิด:

  • ค่า Commission: โบรกเกอร์บางประเภทคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เปิดออเดอร์

  • ค่า Swap: ดอกเบี้ยข้ามคืน ถ้าคุณถือออเดอร์ข้ามวัน คุณอาจโดนหักเงินเพิ่ม

ต้นทุนเหล่านี้เปรียบเสมือน "แต้มต่อ" (House Edge) ที่ทำให้ฝั่งเจ้ามือ (ตลาด/โบรกเกอร์) ได้เปรียบเราในระยะยาวเสมอ

สรุป: ทำไม "การเดา" ถึงทำให้พอร์ตแตก?

หากคุณเทรดด้วยการเดา (Random Walk) หรือโยนหัวก้อยไปเรื่อยๆ:

  1. ระยะสั้น: คุณอาจจะโชคดี ได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง สลับกันไป

  2. ระยะยาว: พอร์ตของคุณจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ เพราะโดนค่า Spread และค่าธรรมเนียมกินไปทุกครั้งที่เข้าเทรด จนสุดท้ายเงินทุนจะหมดไปเอง

ทางออกคืออะไร?

นี่คือเหตุผลที่เราต้องมี "ระบบเทรด" (Trading System) หรือ "กลยุทธ์" (Strategy) ครับ เราต้องหาจุดเข้าที่มีความได้เปรียบทางสถิติ (Edge) เพื่อดึงโอกาสชนะจากที่ต่ำกว่า 50% ให้ขึ้นมาเป็น 60%, 70% หรือมากกว่านั้น เพื่อมาชดเชยค่า Spread และสร้างกำไรที่ยั่งยืนครับ


Tip สำหรับนักลงทุน: การเทรดไม่ใช่การพนัน เพราะการพนันเราคุมผลลัพธ์ไม่ได้ แต่การเทรดเราคุม "ความเสี่ยง" และ "ความน่าจะเป็น" ได้ครับ



   
อ้างอิง

ทิ้งคำตอบไว้

ชื่อผู้แต่ง

อีเมลผู้เขียน

ตำแหน่ง *

You are not allowed to attach files on this forum. It is possible that you have not reached the minimum required number of posts, or your user group does not have permission to attach files in this forum.
 
ดูตัวอย่าง แก้ไข 0 ครั้ง บันทึกแล้ว
แบ่งปัน: