"โยนหัวก้อยเทรด" มีโอกาสชนะกี่เปอร์เซ็นต์? ความจริงที่นักเทรดมือใหม่ต้องรู้
เคยสงสัยไหมครับ? ถ้าเราไม่ดูกราฟ ไม่ดูข่าว ไม่ใช้อินดิเคเตอร์เลย แต่ใช้วิธี "โยนเหรียญ" ตัดสินใจแทน...
-
ออกหัว = กด Buy
-
ออกก้อย = กด Sell
ในทางคณิตศาสตร์ เรามักคิดว่าโอกาสมันน่าจะอยู่ที่ 50/50 ใช่ไหมครับ? แต่ในโลกของการเทรดจริง (Real World Trading) คำตอบคือ "คุณมีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ" เสมอ!
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? มาดูเหตุผลกันครับ
1. กับดักทางทฤษฎี (50%) vs. ความจริงของตลาด
ถ้าเราโยนเหรียญในห้องว่างๆ โอกาสที่เหรียญจะออกหัวหรือก้อยคือ 50% เท่ากันเป๊ะ แต่ในตลาด Forex หรือ CFD เราไม่ได้เทรดในห้องว่างๆ แต่เราเทรดบน "กติกาที่มีต้นทุน" ครับ
2. ศัตรูตัวร้ายที่ชื่อว่า "Spread" (สเปรด)
ทันทีที่คุณกดออเดอร์ ไม่ว่าจะ Buy หรือ Sell คุณจะสังเกตเห็นว่า "พอร์ตของคุณจะติดลบทันที" (ตัวเลขสีแดง) นี่คือค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่เรียกว่า Spread หรือส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย
สิ่งนี้ส่งผลต่อโอกาสชนะของคุณโดยตรง:
-
ถ้าคุณ Buy: กราฟต้องวิ่งขึ้นชนะค่า Spread ก่อน คุณถึงจะเริ่มเท่าทุน (Breakeven) และต้องวิ่งต่ออีกถึงจะเป็นกำไร
-
ถ้าคุณ Sell: กราฟต้องวิ่งลงชนะค่า Spread ก่อนเช่นกัน
เปรียบเทียบง่ายๆ: เหมือนคุณแข่งวิ่ง 100 เมตรกับตลาด แต่กรรมการบอกให้คุณ "ถอยไปตั้งต้นหลังเส้นสตาร์ท 5 เมตร" แปลว่าคุณต้องวิ่งไกลกว่าตลาดเสมอเพื่อให้เข้าเส้นชัย (Take Profit) เท่ากัน นั่นทำให้โอกาสชนะของคุณลดลงจาก 50% เหลือเพียงประมาณ 45-48% เท่านั้น
3. ต้นทุนแฝงอื่นๆ (Commission & Swap)
นอกจาก Spread แล้ว ยังมีต้นทุนอื่นที่คอยกัดกินเงินทุนของคุณทีละนิด:
-
ค่า Commission: โบรกเกอร์บางประเภทคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เปิดออเดอร์
-
ค่า Swap: ดอกเบี้ยข้ามคืน ถ้าคุณถือออเดอร์ข้ามวัน คุณอาจโดนหักเงินเพิ่ม
ต้นทุนเหล่านี้เปรียบเสมือน "แต้มต่อ" (House Edge) ที่ทำให้ฝั่งเจ้ามือ (ตลาด/โบรกเกอร์) ได้เปรียบเราในระยะยาวเสมอ
สรุป: ทำไม "การเดา" ถึงทำให้พอร์ตแตก?
หากคุณเทรดด้วยการเดา (Random Walk) หรือโยนหัวก้อยไปเรื่อยๆ:
-
ระยะสั้น: คุณอาจจะโชคดี ได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง สลับกันไป
-
ระยะยาว: พอร์ตของคุณจะค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ เพราะโดนค่า Spread และค่าธรรมเนียมกินไปทุกครั้งที่เข้าเทรด จนสุดท้ายเงินทุนจะหมดไปเอง
ทางออกคืออะไร?
นี่คือเหตุผลที่เราต้องมี "ระบบเทรด" (Trading System) หรือ "กลยุทธ์" (Strategy) ครับ เราต้องหาจุดเข้าที่มีความได้เปรียบทางสถิติ (Edge) เพื่อดึงโอกาสชนะจากที่ต่ำกว่า 50% ให้ขึ้นมาเป็น 60%, 70% หรือมากกว่านั้น เพื่อมาชดเชยค่า Spread และสร้างกำไรที่ยั่งยืนครับ
Tip สำหรับนักลงทุน: การเทรดไม่ใช่การพนัน เพราะการพนันเราคุมผลลัพธ์ไม่ได้ แต่การเทรดเราคุม "ความเสี่ยง" และ "ความน่าจะเป็น" ได้ครับ
ทิ้งคำตอบไว้
- 45 ฟอรัม
- 3,506 หัวข้อ
- 10.8 K กระทู้
- 237 ออนไลน์
- 4,397 สมาชิก





